บทที่ 2
E-business infrastructure
ความหมาย E-business infrastructure
หมายถึงการรวมกันของฮาร์ดแวร์ เช่น server , Client PC ในองค์กรรวมถึงการใช้เครือข่ายในการเชื่อมโยงฮาร์ดแวร์เหล่านี้และการใช้งานซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการส่งมอบบริการให้กับผู้ใช้งานที่อยู่ในบริษัทและยังนวมถึงคู่ค้าและลูกค้าของตน Infrastructure ยังรวมไปถึงสถาปัตยกรรมทางด้าน Hardware , Software และเครือข่ายที่มีอยู่ในบริษัทด้วย
ส่วนประกอบโครงสร้างพื้นฐาน
E-business infrastructure components
Internet technology
Internet ช่วยให้การสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์หลายล้านเครื่องที่เชื่อมต่อทั่วโลก แต่ในการถ่ายโอนข้อมูลนั้นไร้รอยต่อของวิธีการเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น การร้องขอข้อมูลจะถูกส่งจากคอทพิวเตอร์ไคลเอนต์และอุปกรณ์มือถือที่มีผู้ใช้ร้องขอการบริการให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ที่เก็บข้อมูลโปรแกรมประยุกต์ทางธุรกิจและโฮสต์ที่ส่งมอบการบริการในการตอบสนองต่อการร้องขอ ดังนั้นอินเทอร์เน็ตจึงเป็นระบบขนาดใหญ่ในรูปแบบ Client/Server
Intranet applications
อินทรานเน็ตถูกใช้อย่างกว้างขวางเพื่อรองรับการขายในด้านธุรกิจ e-commerce โดยเน้นทำงานจากฝ่ายการตลาดเป็นหลัก ซึ่งช่วยสนับสนุนกิจกรรมหลักของ supply-chain
Extranet applications
เอ็กซ์ทราเน็ตเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลโดยควบคุมจากภายนอกองค์กร สำหรับธุรกิจที่เฉพาะเจาะจง
การประยุกย์ใช้เอ็กซ์ทราเน็ตโปรแกรมนั้น ข้อมูลซอฟต์แวร์จะจำกัดการเข้าถึงของบริษัท โดยแสดงข้อมูลภายในให้กับผู้ใช้นอกระบบ เช่น ลูกค้าและซัพพลายเออ
Web technology
เรียกสั้นๆว่า web คือขั้นตอนมาตรฐานในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข้อมูลสาธารณะบนโลกอินเทอร์เน็ต โดนรูปแบบเอกสารพื้นฐานคือ HTML หรือการบริการหนึ่งในรูปแบบต่างๆของการให่บริการของอินเทอร์เน็ตสำหรับผู้พัฒนาเว็บ หรือ อินเตอร์เน็ตแล้วจะต้องรู้และเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับโปรโตคอล (Protocal) - มาตรฐานในการรับส่งข้อมูล (HTTP//)
ตัวอย่าง
ความรู้เบื้องต้นการใช้งานอินเทอร์เน็ต
- การใช้บริการเว็บจะทำงานภายใต้โปรโตคอล HTTP
- โปรโตคอลเป็นเพียงข้อตกลงกันระหว่าง 2 ฝ่ายที่ให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารกันได้ง่ายอย่างถูกต้องและราบรื่นมากที่สุด
- โปรโตคอลจะเป็นการกำหนดวิธีการส่งข้อมูลหรือไฟล์ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็น Client และ Server รวมถึงการกำหนดกฎะเบียบในการติดต่อด้วย
อินเทอร์เน็ต หมายถึง ลักษณะของการเชื่อมต่อของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั้งเล็กและใหญ่จำนวนมากเข้าด้วยกัน โดยมีข้อจำกัดว่าจะต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานของการเชื่อมต่อ (โปรตคอล) ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานบนเครือข่ายแบบนี้โดยเฉพาะ ซึ่งเรียกว่า TCP/IP
Web browsers and servers

Web browsers and servers
- เว็บบราว์เซอร์หรือโปรแกรมดูเว็บ คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลและโต้ตอบกับข้อมูลสารสนเทศที่จัดเก็บในหน้าเว็บที่สร้างด้วยภาษาเฉพาะ
- รายชื่อเว็บบราว์เซออร์ (Web browsers) ที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย
- Internet Explorer
- Mozilla Firefox
- Google Chrome
- Safari
- เว็บเซิร์ฟเวอร์ (Web Server) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งให้บริการที่เก็บเว็บไซต์ (Server) แล้วให้ผู้ใช้ (Client) เรียกชมหน้าเว็บไซต์ได้โดยใช้โพรโทคอล HTTP ผ่านทางเว็บไซต์บราว์เซอร์
- ซอฟต์แวร์ หรือโปรแกรมที่นำมาทำเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด 4 อันดับแรก คือ
- Apache HTTP Server จาก Apache Software Foundation
- Internet Information Server (IIS) จากไมโครซอฟท์
- Sun Java System Web Server จากซัน ไมโครซิสเต็มส์
- Zeus Web Server จาก Zeus Technology

Internet - access software applications
วิวัฒนาการของเว็บ 1.0 , 2.0 และ 3.0
Web 1.0
ผู้เข้าชมสามารถอ่านได้อย่างเดียว (Read - Only) เป็นเทคโนโลยีที่สามารถแก้ไขข้อมูล หน้าตาของเว็บไซต์ได้เฉพาะผู้ดูแลเว็บไซต์ (Web master) เป็นเว็บที่ผู้เยี่ยมชมไม่สามารถมีส่วนร่วมกับเว็บดังกล่าวได้ ต่อมาเริ่มมีการนำเอา Java Script และภาษา PHP (Hyper Text Preprocessor) มาใช้งานWeb 2.0
คือ ผู้เข้าชมสามารถอ่านและเขียน (Read - Write) เป็นเทคโนเว็บไซต์ที่พัมนาต่อจาก web 1.0 สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้งานได้ ทำให้เราเข้าใจในยุคที่ 2 นั้นเป็นเรื่องของการแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง โดยการเสริมสร้างข้อมูลสารสนเทศให้มรคุณค่าและมีข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด- ยกตัวอย่าง website ได้แก่ PANTIP.COM มีวิธีการใช้งานคือ คลิกที่นี้การสมัครสมาชิก
- การเข้าสู้ระบบเพื่อใช้งานเว็บบอร์ด เช่น การใส่ User Name จากนั้นก็ใส่รหัส
- การแก้ไขข้อมูลส่วนตัว
- การโพสต์ หรือการสร้างกระทู้คำถาม จากนั้นก็จะมีผู้สนใจหรือผู้รู้เกี่ยวกับกา
รโพสต์มาตอบคำถาม
Web 3.0
เป็นการนำแนวคิดของ web 2.0 สามารถจัดการข้อมูลจำนวนมากๆให้อยู่ในรูปแบบ Metadata ทำให้เว็บกลายเป็น Semantic Web จะทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น แล้วให้ Tage ตามความเหมาะสมให้เราแทน Web 3.0 จะพัฒนาไปในลักษณะ Segment of one คือ Segment ที่มีบุคคลแค่คนเดียว หรือ ตอบโจทย์ความเป็นส่วนบุคคล web 3.0 ที่ได้รับการพัฒนา จะประกอบด้วยAI (Artificial Intelligence)
หรือ ปัญญาประดิษฐ์ เป็นการสร้างความฉลาดให้ระบบคอมพิวเตอร์ทำให้สามารถคาดเดาพฤติกรรมและวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้
Semantic Web
คือการรวมของฐานข้อมูลแบบอัตโนมัติโดยการใช้การคาดเดาและหลักการทางคณิตศาสตร์เข้ามาช่วย เว็บบราว์เซอร์อาจจะถูกฝังตัวอยู่ในอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ ตู้เย็น
Automated reasoning
การเขียนโปรแกรมให้ระบบคอมพิวเตอร์รู้จักการแก้ปัญหาเอง มีการประมวลผลได้อย่างสมเหตุสมผลพร้อมทั้งแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าเองได้โดยอัตโนมัติ
semantic wiki
เป็นการอธิบายคๆหนึ่งคล้ายกับดิกชันนารีหรือข้อมูต่างๆได้ละเอียดและแม่นยำมากขึ้น
ontology language หรือ OWL
เป็นภาษาที่ใช้ในการอธิบายสิ่งต่างๆให้มีความสัมพันธ์กันโดยดูจากความหมายของสิ่งนั้นๆ จะเชื่อมโยงกับระบบ Metadata คือ ภาษาที่ใช้เป็นตัวอธิบายข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Data about Data)
.jpg)
.jpg)




